วิธีการทางประวัติศาสตร์ 

 
 
                     วิธีการทางประวัติศาสตร์ หมายถึง กระบวนการศึกษาประวัติศาสตร์เพื่อให้
 
ได้มาซึ่งข้อมูลข้อเท็จจรีงต่างๆในเรื่องนั้นๆเพื่อนำไปประกอบกับหลักฐาน หาบทสรุปความ
 
ถูกต้องของประวัติศาสตร์เหล่านั้น วิธีการทางประวัติศาสตร์ เป็นการสืบหาเหตุผลข้อมูล

และครวจสอบให้ถูกต้องที่สุดของเรื่องราวเพื่อความถูกต้องเป็นจริงซึ่งสะท้อนถึงความ
 
เป็นจริงและเป็นไปได้ทุกอย่างที่สามารถพิสูจน์มีหลักฐาน ไม่เลื่อนลอย ไม่แต่งเติม
 
ไม่มีการเสริมเนื้อหาเหมือนวรรณกรรมหรือนิยาย
 
    
วิธีการทางประวัติศาสตร์
 
 
 
             หลักการและปัจจัยสำคัญ ของ "วิธีการทางประวัติศาสตร์  "  คือ

การรวบรวมข้อมูลหลักฐานที่เป็นจริงที่สุด นำมาพิจารณา ไตร่ตรอง วิเคราะห์ซึ่งความเป็นไปได้
 
จากหลักฐานที่มีทั้งหมดเพื่ออธิบายแนวคิดความเป็นมาหรือสภานการณ์ของประวัติศาสตร์ใน
 
เรื่องที่กำลังศึกษาอยู่อย่างมีระบบมีการเปรียบเทียบองค์ความรู้ที่มีกับหลักฐานข้อมูลที่หาได้
 
เพื่อความถูกต้อง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของประวัติศาสตร์


ปัญหาและอุปสรรคของวิธีการทางประวัติศาสตร์

หลักฐานข้อมูล ที่ได้รับนั้นมักไม่มากเพียงพอหรือสทบบรูณ์พอที่จะ ลงรายละเอียดชัดเจน
 
ไปในทางไหนเช่นเรื่องพื้นที่เรื่องชนชาติ เรื่องสถานที่ทางประวัติศาสตร์ ซึ่งหลักฐานพวก
 
นี้ที่เป็นสิ่งของ ที่ไม่ได้มีบันทึกเอาไว้นั้นมักไม่สมบรูณ์ รวมทั้งการบันทึกหลักฐาน ในเรื่อง
 
ที่ออกแนวข้อพิพาทระหว่าง 2 ฝั่ง 2ฝ่ายขึ้นไป มักจะไม่เหมือนกันมีความเอนเอียงสูง

หลายครั้งหลายทีจึงต้องอาศัยบันทึกจากคนไกล เช่น ข้อพิพาทสงครามเกี่ยวกับประเทศ
 
บางครั้งแต่ละฝ่ายเขียนไม่ตรงกันในพงศวดาร  เลยต้องเอาบันทึกจากฝรั่งที่เขียนในยุคนั้น
 
มาเปรียบเทียบควบคู่ไปเพื่อหาข้อเท็จจริงให้มากที่สุด เพราะอย่างนี้ผู้ที่ศึกษา ประวัติศาตร์
 
ใช้วิธีการทางประวัติศาสตร์จึงต้องไม่ลำเอียงเอนเอียงเข้าข้างหรือเชื่อในเหตุผลใดอย่างนึง
 
มากเกินไปจนลืมดูเหตุผล อื่นประกอบอาจทำให้เราไม่ได้ข้อเท็จจริงจาก ประวัติศาสตร์นั้นๆ
 
ดีพอ
 
 
 
 
วิธิการทางประวัติศาสตร์ประกอบด้วยขั้นตอนต่าง ๆ ได้แก่

1.การกำหนดเป้าหมาย

  - เป็นขั้นตอนแรกที่เราจะสามารถกำหนด กรอบของเรื่องที่เราจะทำการศึกษาว่าจะทำอะไร
 
    ในเรื่องนั้นๆของประวัติศาสตร์


2.การรวบรวมข้อมูล รวบรวมหลักฐาน

  - เป็นการนำหลักฐาน ข้อมูลต่างๆ มารวบรวมไว้เพื่อวิเคราะห์ เช่น จดหมายเหตุ ศิลาจารึก
 
    สิ่งของ บันทึกต่างๆ ข้อมูลจากคนในพื้นที่


3.การวิเคราะห์ ตีความ ประเมินหลักฐาน

  - หลังจากรวบรวมหลักฐานข้อมูลทั้งหมดแล้วก็นำมาวิเคราะห์วิจารณ์ ตีความหมาย ทั้ง
 
    เรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องและที่เกี่ยวข้อง ใช้พิจารณาถึงความเป็นไปได้ต่างๆ เข้าด้วยกัน
 
    ข้อมูลบางเรื่องอาจไม่เกี่ยวข้องในเบื้องต้นเลย แต่ก็อาจจะไปเป็นคำตอบของเรื่องราว
 
    ถัดไปในเรื่องเดียวกันต้องละเอียด เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่น่าเชื่อถือและได้รับการยอมรับ
 
    มากที่สุด


4.การคัดเลือกหลักฐาน

  - เป็นการเอาหลักฐานที่เราตีความ วิเคราะห์เรียบร้อยแล้วก็มาคัดเลือกหลักฐานที่สำคัญ
 
    นำไปสู่ประเด็นที่เราต้องการหาและตรวจสอบดูว่า หลักฐานที่รวบรวมมาแล้วนั้น น่าเชื่อถือ
 
    แค่ไหนเป็นการกรองข้อมูลและหลักฐานที่ได้อีกขั้นนึงเพื่อคว่าถูกต้องที่สุด


5.การเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของหลักฐาน

  - หลังจากได้หลักฐานที่น่าเชื่อถือตามการพิจารณา แล้วนั้น ก็มาหาจุดเชื่อมโยงของแต่
 
    ละอย่างแต่ละข้อมูล ว่ามีจุดไหนนั้นสามารถเชื่อมโยงเข้าหากันได้บ้าง สามารถนำมา
 
    ประกอบข้อมูลเพื่ออ้างอิงและน่าเชื่อถือแค่ไหน


6.การสรุปเรียบเรียงและการนำเสนอข้อเท็จจริง

  - หลักจากข้อมูลทุกอย่างถูกเชื่อมโยงและ วิเคราะห์อย่างดีแล้วนั้น ก็มาสรุปผลของเรื่องทั้งหมด
 
    เรียงเรียงลำดับก่อนหลังการจัดรูปแบบที่มาของหลักฐาน เนื้อหาโดยสรุป และการนำเสนอ
 
    ข้อเท็จจริงที่สุดที่สามารถวิเคราะห์ได้ พร้อมอ้างอิงหลักฐานและข้อมูลประกอบ 
 
 
 
 
 
 

Comment

Comment:

Tweet